คู่มือท่องเที่ยว เขตปกครองตนเองมองโกเลีย

เขตปกครองตนเองมองโกเลีย (The Inner Mongolia Autonomous Region) ตั้งอยู่ทางเหนือติดกับสาธารณรัฐมองโกเลีย (Republic of Mongolia) และสหพันธรัฐรัสเซีย (Russian Federation) มีลักษณะพื้นที่แคบและยาว 4,200 กิโลเมตร พากตามแนวชายแดนภาคเหนือของจีน ติดต่อกับ 8 มณฑลทางตะวันออกและตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.1 ล้านตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของจีน แต่มีประชากรตั้งถิ่นฐานอยู่เพียง 24 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยเผ่าต่าง ๆ ได้แก่ มองโกล (Mongolian), ดาร์ (Daur), เอ๋อหลุน (Oroqen), เอ๋อเหวินเค่อ (Ewenki), หุย (Hui), ฮั่น (Han), เกาหลี (Korea) และแมนจู (Manchu) มีเมืองโฮฮอต (Hohhot) เป็นเมืองหลวง ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ลาดเอียงจากตะวันออกเฉียงเหนือ ไปยังตะวันตกเฉียงใต้ โดยมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลราว 1,000 เมตร สำหรับภูมิอากาศโดยทั่วไป ได้รับอิทธิพลมรสุม ภาคพื้นทวีปเขตอบอุ่น ทำให้มีภูมิอากาศแบบสลับซับซ้อน ฤดูใบไม้ผลิมีอุณหภูมิแปรปรวนและมีลมพายุ ฤดูร้อนมีระยะเวลาค่อนข้างสั้น และมักจะมีฝนตกชุก ฤดูใบไม้ร่วง อุณหภูมิลดต่ำลงมาก ส่วนฤดูหนาวค่อนข้างหนาวจัดและกินระยะเวลายาวนาน

inner-mongolia-map

inner-mongolia-map

เมืองโฮฮอต (Hohhot)

ภาษามองโกล หมายภึง เมืองสีเขียว (Green City) ตั้งอยู่ทางเหนือของจีน ระหว่างภูเขายิงซาน (Yinshan Mountain) กับแม่น้ำเหลือง (Yellow River) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 17,224 ตารางกิโลเมตร สันนิษฐานว่าเป็นเมืองที่มีมาตั้งแต่ 306 ปีก่อนคริสตกาล จึงมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน และเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญเหนือดินแดนแถบนี้ ปัจจุบันนอกจากจะเป็นเมืองหลวงและที่มีความสำคัญทางด้านต่าง ๆ ของเขตปกครองตนเองมองโกเลียแล้ว ยังเป็นถิ่นกำเนิดของชนเผ่าต่าง ๆ กว่า 36 ชนเผ่า และเป็นเมืองที่เหมาะแก่การแสวงหาความสุขอันปราศจากแสงสี ความเจริญ และแรงกดดันจากสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวันอันซ้ำซากจำเจ โดยมีธรรมชาติอันสวยสดงดงาม วิถีชีวิตอันเรียบง่ายวัฒนธรรม ตลอดจนการแสดงและการละเล่นของชนเผ่าต่าง ๆเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างถิ่นสามารถสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด และร่วมสนุกกับกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง

 

วัดต้าเจา (Dazhao Temple) หรือ Wuliang Si

หมายถึง วัดแห่งความไม่มีที่สิ้นสุด สร้างเสร็จในปี 1580 สมัยราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) เป็นวัดพุทธนิกายลามะที่มีความเก่าแก่ และมีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองโฮฮอต โดยมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ราวปี 1640 แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งรูปแบบของสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ภายในบริเวณวัดมีวิหารพระศากยมุนีหล่อด้วยเงิน สูง 2.5 เมตร ซึ่งดาไลลามะองค์ที่ 3 แห่งทิเบต ได้ประทานไว้ให้เป็นศูนย์รวมทางความเชื่อและความศรัทธาของชาวเมือง ตั้งแต่ปี 1586 วัดแห่งนี้ยังเคยรับเสด็จจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) ด้วย นอกจากพระเงินแล้ว ภายในวิหารยังมีภาพเขียนสีแบบเฟรสโก ซึ่งเป็นภาพเขียนบนกำแพงหรือฝาผนังที่เขียนตอนปูนยังไม่แห้งสนิท เครื่องดนตรีโบราณ และคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่เก็บสะสมไว้มากมายให้ได้ชมด้วย

เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.

วัด 5 เจดีย์ (Five-Pagoda Temple)

เป็นเจดีใหญ่รายล้อมด้วยเจดีย์เล็ก 5 องค์ เรียกว่า อู่ถ่าซื่อ (Wuta Si) เดิมมีชื่อว่า Jingangzuo Sheli Baota ซึ่งสร้างระหว่างการก่อสร้างวัดในปี 1727 – 1732 ปัจจุบันเหลือแต่องค์เจดีย์ทาสีเขียวและสีเหลือมีความสูง 16.5 เมตร เป็นเจดีย์ที่สร้างตามหลักพุทธศาสนา ในลักษณะของเจดีทรงบัลลังก์เพชรประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ส่วนฐาน ส่วนกลาง มีอักษรจารึกภาษามองโกล ทิเบต และสันสกฤต ส่วนบนประดิษฐานเจดีองค์เล็กทั้ง 5 บนสุดมีช่องเจาะทะลุผนังประดิษฐานภาพสลักพระพุทธรูปจากแผ่นทองคำกำแพงทางทิศเหนือขององค์เจดีย์ มีภาพสลักดาราศาสตร์อักษรมองโกลที่มีความเก่าแก่ชิ้นหนึ่งของโลก และมีความสำคัญในเชิงการศึกษาค้นคว้าตามหลักวิทยาศาสตร์ด้วย

เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น.

วัด 5 เจดีย์,มองโกเลีย

วัด 5 เจดีย์,มองโกเลีย

สุสานหวังเจาจวิน (Zhaojun Tomb)

อยู่ห่างจากเมืองหลวงโฮฮอต ราว 9 กิโลเมตรทางเหนือของแม่น้ำ Dahei เป็นสุสานที่มีความทิวทัศน์อันงดงามติดหนึ่งใน 8 ของเมืองโฮฮอต มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สุสานเขียว (Green Tomb) เนื่องจากบริเวณสุสานจะเต็มไปด้วยดอกไม้และทุ่งหญ้าสีเขียวขจีทั่วท้องทุ่งแม้ในฤดูหนาว และจะมองเห็นสุสานเป็นรูประฆังและช่วงเย็นจะมองเห็นเป็นสุสาน ทั้งยังเป็นสุสานเนินดินฝีมือมนุษย์ที่มีขนาดใหญ่เทียบได้กับเนินเขาย่อมๆ ลูกหนึ่ง โดยมีความสูง 33 เมตร สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง หวังเจาจวิน 1 ใน 4 สาวงามของจีนสมัยโบราณที่มีชื่อเสียง ซึ่งย่อมเสียสละตนเองแต่งงานกับข่านหรือผู้ปกครองมองโกโบราณ เพื่อธำรงความเป็นเอกภาพของแผ่นดินจีนโบราณเอาไว้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งหญิงงามที่มีคุณูปการต่อแผ่นดินควรค่าแก่การเชิดชูอย่างยิ่ง ด้านหน้าของสุสานมีรูปหล่อสำริดของหวังเจาจวินกับสวามีข่านบนหลังม้า ในท่วงท่ากำลังพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งรูปหล่อดังกล่าวถือเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างชนเผ่าด้วย

เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น.

สุสาน หวังเจาจวิน

สุสาน หวังเจาจวิน

ทุ่งหญ้าชีลามู่เหริน (Xilamuren Grassland)

            ทุ่งหญ้าอันอุดมสมบูรณ์กว้างใหญ่สุดขอบฟ้า ห่างจากเมืองหลวงโฮฮอตราว 90 กิโลเมตรทางเหนือเป็นทุ่งหญ้าแห่งแรกของเมืองโฮฮอตที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปสัมผัสกัยวิถีชีวิตของชาวมองโกลอย่างใกล้ชิด ซีลามู่เหริน หมายถึง น้ำสีเหลือง (Yellow Water) ในภาษามองโกล และเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า Taihe ภายหลังจากมีการสร้าง Puhui วัดลามะซึ่งสร้างในปี 1769 สมัยราชวงศ์ชิง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเดินทางไปเที่ยวชมคือ ฤดูร้อนกับฤดูใบไม้ร่วงเนื่องจากสภาพอากาศแจ่มใส ท้องฟ้าสวย มีเมฆขาวเป็นหย่อมๆ ทุ่งหญ้าเขียวขจี มีฝูงสัตว์กลุ่มใหญ่ออกหากินเต็มทุ่งกว้าง ท่านสามารถสัมผัสกับการทำปศุสัตว์ของชาวมองโกลได้อย่างใกล้ชิด ทั้งยังสามารถร่วมสนุกกับการละเล่นพื้นเมืองของชาวมองโกล สัมผัสกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่อันเรียบง่ายไร้กฏเกณฑ์ยุ่งยาก และชมที่อยู่อาศัยในรูปแบบของกระโจม ซึ่งสะดวกสบายในการเคลื่อนย้าย และเหมาะสมกับการประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ที่ต้องเร่ร่อนรอนแรมไปตามทุ่งหญ้าอันอุดมสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา

ทุ่งหญ้าชีลามู่เหริน

ทุ่งหญ้าชีลามู่เหริน

พิพิธภัณฑ์เขตปกครองตนเองมองโกเลีย (Inner Mongolia Museum and Wulanqiate Grand Theatre)

เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของเขตปกครองตนเองมองโกเลีย พิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น ด้วยการผสมผสานระหว่างพิพิธภัณฑ์กับโรงละครขนาดใหญ่ซึ่งสร้างแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม ปี 2007 แบ่งเป็นส่วนจัดการแสดงทั้งสิ้นถึง 32 ส่วน และมีโรงละครขนาดใหญ่ที่สามารถจุผู้เข้าชมได้มากถึง 1,370 ที่นั่ง ฉายเรื่องราววิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ สลับกับวิถีชีวิตของชาวเมืองในปัจจุบัน โดยสถาปัตยกรรมอันล้ำสมัยของอาคารดังกล่าวได้รับการออกแบบโดยนักออกแบบชาวญี่ปุ่น

Inner Mongolia Museum

Inner Mongolia Museum

เมืองตงเซิ่น (Ordos City)

ผืนแผ่นดินหลังฝั่งทะเลแห่งที่ราบสูงทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขตปกครองตนเองมองโกเลีย ครอบคลุมพื้นที่ 86,752 ตารางกิโลเมตร ล้อมรอบด้วยแม่น้ำเหลืองทางเหนือ ตะวันตก และตะวันออก แยกออกจากมณฑลส่านซี ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ด้วยกำแพงเมืองจีนพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงทางใต้ และลาดต่ำลงมาเป็นลูกเนินทางตะวันออก ส่วนพื้นที่ทางเหนือค่อนข้างราบเรียบและเต็มไปด้วยดินโคลนที่น้ำพัดพามา ซึ่งส่วนกลางของพื้นที่เป็นที่ตั้งของทะเลทราย Khoqi เดิมเมืองแห่งนี้มีชื่อว่า ณ Ih Ju League เคยเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยปราสาทราชวัง มีผู้คนอยู่อาศัยมากกว่า 35,000 มาปีแล้ว ก่อนที่ราชวงศ์ชิง จะแผ่ขยายอำนาจมาครอบครองดินแดนแถบนี้ แต่ก็ยังมีพื้นที่บางส่วนที่ชนเผ่าเร่ร่อนยังคงถือครองอยู่ ซึ่งในสมัยราชวงศ์ชิงมีชนกลุ่มน้อยเร่ร่อนกว่า 6 ชนเผ่าตั้งรกรากอยู่บริเวณนี้

Kubuqi Desert

ตามความหมายในภาษามองโกล หมายถึง สายธนูเป็นทะเลทรายที่ทอดตัวยาวอยู่ทางใต้ของแม่น้ำเหลืองคล้ายกับเชือกที่มีความยาว 400 กิโลเมตรจากตะวันออกถึงตะวันตก กว้างราว 50 กิโลเมตรทางใต้และ 15 – 20 เมตรทางตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 16,756 ตารางกิโลเมตร เป็นทะเลทรายที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของจีน เนินทรายส่วนใหญ่บริเวณทะเลทราย Kubuqi มีความสูงราว 10-15 เมตร และเนินทรายกว่า 80% มีการเคลื่อนตัวตามแรงลมและสภาพอากาศอยู่ตลอดเวลา โดยมีเนินทรายมหัศจรรย์เสี่ยงซาว่านซึ่งอยู่ระหว่างรอยต่อของที่ราบอันเขียวขจี เหมาะแก่การขี่อูฐสัมผัสกับวิถีชีวิตกลางทะเลทรายอย่างเข้าถึงทั้งยังมีกิจกรรมบนทะเลทรายอันสนุกสนานและผ่อนคลายให้ได้เลือกทดลอง อาทิ นั่งรถ 4WD ตะลุยทะเลทราบเล่นสไลด์เนินทรายที่มีความสูง 110 เมตร ชัน 45 องศา ซึ่งว่ากันว่าเมื่อสไลด์ลงมาจากเนินทรายเสี่ยงซาจะได้ยินเสียงร้องประหลาดดังขึ้น สามารถพิสูจน์ความลี้ลับได้ด้วยตนเอง สามารถสไลด์ด้วยการเช่าอุปกรณ์ หรือสไลด์โดยไม่ใช้อุปกรณ์ก็ได้ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเดินทางไปเยือนคือ เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนและเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม

Kubuqi Desert

Kubuqi Desert

สุสานเจงกิสข่าน (Genghis Khan’s Mausoleum)

ตั้งอยู่ในเมืองตงเซิ่น ห่างจากเมืองเปาโถวมาราว 185 กิโลเมตร สร้างในปี 1954 แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมีความเชื่อว่าศพของเจงกิสข่านไม่ได้ถูกฝังอยู่ ณ ที่แห่งนี้เนื่องจากชาวมองโกลสมัยโบราณมักจะแอบนำพระศพของจักรพรรดิฝังไว้ในที่ที่ไม่มีผู้ใดหาพบ แต่ก็ได้มีการสร้างสุสานขึ้นเพื่ออุทิศให้กับมหาบุรุษนักรบและนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ เป็นเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญแห่งหนึ่งของชาวมองโกล โครงสร้างหลักของสุสานเป็นอาคารทรงกระโจมแบบมองโกลหลังใหญ่ 3 หลัง เชื่อมด้วยทางเดินยาว อาคารหลักหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง มีรูปปั้นหินอ่อนของเจงกิสข่านในท่านั่ง สูง 4 เมตร สร้างขึ้นเพื่ออนุสรณ์ระลึกถึงมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ส่วนด้านหลังรูปปั้นเป็นรูปแผนที่อาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของราชวงศ์หยวน ส่วนอาคารทางตะวันออกเป็นที่ตั้งโรงศพของภรรยาและลูกชายคนที่ 4 และอาคารตะวันตกเป็นที่จัดแสดงอาวุธคู่กายของเจงกิสข่าน ตลอดการเดินทางยาวที่เชื่อมต่อระหว่างอาคารมีภาพเขียนสีปูนเปียกหรือเฟรสโก เล่าเรื่องราววิถีชีวิตของเจงกิสข่าน และกุบไล่ข่าน หลานชายของนักรบบนหลังม้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งมองโกล เช่นเดียวกับเจงกิสข่าน ด้านหลังของอาคารหลักหลังใหญ่ยังเป็นที่ตั้งของโลงศพ 3 โลง คลุมด้วยผ้าต่วนสีเหลือง ซึ่งว่ากันว่าเป็นโลงศพของเจงกิสข่านและภรรยาทั้ง 3 ด้วย

เจงกิสข่าน (Genghis Khan)

ถือเป็นสุดยอดนักรบบนหลังม้าผู้ยิ่งใหญ่ของชาวมองโกล ผู้รวบรวมแผ่นดินเหนือทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ของอาณาจักรมองโกเลียให้เป็นปึกแผ่น และสร้างวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ให้แก่ประชาชนภายใต้การปกครองโดยได้เริ่มก่อสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่มองโกลในสมัยราชวงศ์หยวน และสถาปนาตนเองขึ้นเป็น เจงกิสข่าน วึ่งมีความหมายตามภาษามองโกลว่า กษัตริย์ผู้มีพลังอำนาจแห่งมองโกล ซึ่งชื่อเสียงและกิตติศัพท์ของเจงกิสข่านยังคงเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปและยังคงอยู่ในหัวใจของชาวมองโกลจวบจนทุกวันนี้

นอกจากจะได้ชื่นชมกับความยิ่งใหญ่ของเจงกิสข่านแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถลิ้มรสบาบีคิวสไตล์มองโกล สนุกสนานกับการเต้นรำ การแสดงขี่ม้า ยิงธนู และมวยปล้ำแบบมองโกเลียด้วย

สุสานเจงกีสข่าน,เจงกีสข่าน

สุสานเจงกีสข่าน,เจงกีสข่าน

เมืองเปาโถว (Baotou)

ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเขตปกครองตนเองมองโกเลีย (Republic of Mongolia) ทางใต้ติดแม่น้ำเหลือง (Yellow River) ทางตะวันออกติดกับที่ราบทูมอชวน (Tumochuan) และทางใต้ติดกับที่ราบเหอเถา (Hetao) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 27,691 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่หลักๆ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 6,000 ปี มีชื่อเสียงเลื่องลือในฐานะที่เป็นเส้นทางสัญจรสำคัญของผู้คนทั่วไปทั้งยังเป็นเมืองท่าหลักในการกระจายสินค้าจำพวกผ้าขนสัตว์ และได้รับการยกฐานะเป็นเมืองในปี 1933

อารามอู่ตังเจา (Wudangzhao Monastery)

ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากเมืองเปาโถว ราว 70 กิโลเมตร ใกล้หุบเขา Wudang Gou ของเทือกเขายิง (Yin Mountain) เป็นอารามพุทธนิกายทิเบตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเขตปกครองตนเองมองโกเลีย เป็นอารามในภาษาทิเบตคือ Bada Gele หมายถึง อารามดอกบัวขาว ส่วนอู่ตังเจา เป็นชื่อภาษามองโกล หมายถึง อารามต้นหลิว ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่มากมายบริเวณหุบเขาใกล้วัด อารามแห่งนี้สร้างด้วยความสถาปัตยกรรมแบบทิเบต ประกอบด้วยหมู่อาคารสีขาวบนเนินเขาสีเขียวตามหลักฮวงจุ้ยซึ่งทำให้อารามมีความสวยงามน่าเกรงขามและแลดูยิ่งใหญ่ ภายในอาคารหลักประกอบด้วยห้องโถง 6 ห้องได้แก่ ห้อง Suguqin หอสวดมนต์สำหรับพระลามะ ปูพื้นด้วยพรมแดงทั้งห้อง ผนังห้องมีภาพวาดเล่าเรื่องราวทางพุทธศาสนา ห้อง Queyiri ตั้งอยู่ทางตะวันตกของห้อง Suguqin ประดิษฐานพระสังกัจจายสำหรับกราบไหว้บูชา เป็นห้องสำหรับเก็บรวบรวมพระสูตรและคัมภีร์ทางศาสนาเพื่อการศึกษา ห้อง Dangge Xide หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Jingang เป็นห้องที่เล็กที่สุดที่อยู่ในอารามแห่งนี้ประดิษฐานพระพุทธรูปโพธิสัตว์ โดยมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์ Daweide ที่มี 9 เศียร 34 แขน 16 เท้า เป็นสิ่งเคารพที่มีชื่อเสียงที่สุดในห้องนี้ นอกจากนี้ยังมีห้อง Dongkuo’er ห้อง Ahui และห้อง Ribenlun พร้อมด้วยอาคารที่พักสงฆ์

วัดเหมยไต้เจา ( Meidaizhao Temple)

ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเปาโถว ราว 5 กิโลเมตรเป็นวัดที่สร้างขึ้นสมัยราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) ในปี 1575 เพื่อเป็นพระราชวังที่ประทับของกษัตริย์ประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา และถวายเป็ยพุทธบูชาครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร ล้อมรอบด้วยแนวกำแพงยาว 681 เมตร มีหอนาฬิกาอยู่บนกำแพงทั้ง 4 ด้าน มีปราสาทเก่าแก่ ซึ่งใช้เป็นสถานที่ศึกษาประวัติศาสตร์มองโกล และสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์หมิง ทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมงานศิลปะอันทรงคุณค่ามากมายของมองโกล และพุทธศาสนาด้วย

รู้ไว้ใช่ว่า

  1. เขตปกครองตนเองมองโกเลีย อาจมีทั้งเมืองใหญ่ทันสมัย และเมืองอันห่างไกล ที่ค่อนข้างทุรกันดาร ดังนั้น เพื่อความสะดวกปลอดภัย ก่อนเดินทางควรศึกษาลักษณะความแตกต่างของแต่ละเมืองโดยละเอียด โดยเฉพาะในเรื่องของการทำวีซ่าการคมนาคม วิถีชีวิตของผู้คน รวมถึงภาษาที่ใช้สื่อสารกันในแต่ละพื้นที่
  2. เขตปกครองตนเองมองโกเลีย เป็นเขตที่มีความแตกต่างของภูมิประเทศ และภูมิอากาศค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในทะเลทราย ซึ่งเวลากลางคืนอุณหภูมิจะลดต่ำกว่าเวลากลางวัน จึงแนะนำให้เตรียมครีมกันแดด หมวก แว่นกันแดด และเสื้อกันหนาวติดตัวไปด้วย
  3. ควรเตรียมรองเท้าสวมใส่สบาย และสามารถป้องกันการสัมผัสทราย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดแผลหรือไม่สบายเท้าเวลาเดินลุยทะเลทรายติดตัวไปด้วยทั้งนี้ เพื่อความสะดวกสบายในการเดินชมวิวทิวทัศน์ตลอดการเดินทาง
  4. การขี่ม้าในมองโกเลียควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
  5. ตามธรรมเนียมมองโกเลีย เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางไปถึงจะมีคนมาต้อนรับ โดยการรินเหล้าให้ดื่มสำหรับท่านที่ไม่ดื่มควรรับและถือไว้เฉยๆก็ได้
  6. หากต้องการเดินทางไปกับบริษัทนำเที่ยวควรสำรวจโปรแกรมท่องเที่ยวของแต่ละบริษัทอย่างละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากแต่ละบริษัท อาจมีเส้นทางที่แตกต่างกัน ดังนั้น ควรพิจารณาให้แน่ใจก่อนตัดสินใจเดินทาง เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้เดินทางอย่างแท้จริง