900x720

 

เป็นธรรมดาที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็มักจะมีของฝากหรือของที่ระลึกติดไม้ติดมือมาฝากครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนๆ และเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อกลับเข้ามาในประเทศแล้ว เราจะต้องผ่านพิธีการต่างๆ ของกรมศุลกากรในการนำของเข้าประเทศ ซึ่งวันนี้เรามีข้อมูลเหล่านี้มาให้ศึกษากันไว้ก่อนสำหรับขาช็อป จะได้ไม่ต้องเสียทั้งเงินและเวลา

เช็คระเบียบศุลกากรขาเข้า! ที่ขาช็อปต้องระวังหลังหิ้วของกลับจากเที่ยวเมืองนอก

นักท่องเที่ยวที่ซื้อของมาจากต่างประเทศจะต้องปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดไว้ซึ่งเรียกว่า พิธีการศุลกากรขาเข้า(Import Customs Clearance) เป็นระเบียบที่กำหนดไว้ว่าสิ่งของใดสามารถนำเข้าได้ในราคาเท่าไหร่ หรือสิ่งของใดบ้างที่ไม่อนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร ขาช็อปจึงต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนนำสิ่งของเข้ามา ไม่เช่นนั้นอาจจะโดนโทษปรับต้องเสียภาษีและอาจร้ายแรงถึงขั้นติดคุกเลยก็เป็นได้

โดยทั่วไปแล้วเมื่อเราเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ก่อนที่จะเดินทางออกนอกสนามบินนั้น จะต้องได้รับการตรวจจากจุดตรวจศุลกากรตามระเบียบของพิธีการศุลกากรขาเข้า โดยผ่านทางจุดตรวจพิธีการศุลกากรขาเข้าทาง 2 ช่องทาง คือ

1.ช่องไม่มีสิ่งของต้องสำแดง (Nothing to Declare) หรือ ช่องตรวจเขียว

สำหรับผู้ที่ไม่มีของต้องเสียภาษีอากรไม่มีสิ่งของต้องห้ามต้องกำกัดดังนี้

  • ของใช้ส่วนตัวที่มีมูลค่ารวมกันทั้งหมดไม่เกินราคา 20,000 บาท (ซึ่งมิใช่สิ่งของต้องห้าม ต้องกำกัด หรือเสบียงอาหาร และต้องไม่มีลักษณะเป็นสินค้าในเชิงการค้า)
  • ของใช้ส่วนตัวหรือใช้ในวิชาชีพที่ซื้อจากร้านปลอดอากรที่ตั้งอยู่ในสนามบินศุลกากร มูลค่ารวมกันไม่เกิน 20,000 บาท
  • ของใช้ในบ้านเรือนที่ผู้เดินทางเข้ามาในประเทศเนื่องจากย้ายภูมิลำเนาโดยซื้อจากร้านค้าปลอดอากรที่ตั้งอยู่ในสนามบินศุลกากรมูลค่ารวมกันไม่เกิน 50,000บาท
  • บุหรี่ไม่เกิน 200 มวน หรือยาสูบไม่เกิน 250 กรัม หรือรวมกันไม่เกิน 250 กรัม
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาตรไม่เกิน 1 ลิตร หากเกินกว่าปริมาตรที่กำหนดจะต้องหย่อนใส่กล่องที่กรมศุลกากรจัดเตรียมไว้ เพื่อตัดปัญหาการถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย

2.ช่องมีสิ่งของต้องสำแดง (Goods to Declare) หรือ ช่องตรวจแดง

สำหรับผู้ที่มีของต้องเสียภาษีอากร ของต้องห้ามต้องกำกัด หรือผู้ที่ไม่แน่ใจว่ามีของที่ต้องเสียภาษีอากร หรือเป็นสิ่งของต้องห้ามต้องกำกัดหรือไม่

  • ของที่ต้องชำระภาษีอากร คือ ของที่นำเข้ามามีปริมาณเกินกว่าที่จะใช้สำหรับส่วนตัว และ/หรือมีมูลค่ารวมทั้งหมดเกิน 20,000 บาท สิ่งของที่นำมาเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์เพื่อการพาณิชย์หรือ ทางการค้า หากของที่นำติดตัวมามีมูลค่ารวมทั้งหมดเกิน 80,000 บาท จะต้องทำเอกสารปฏิบัติพิธีการศุลกากร
  • ของต้องห้าม ที่ห้ามไม่ให้นำเข้าและส่งออกนอกราชอาณาจักร ได้แก่ สารเสพติด วัตถุ หรือ สื่อลามก ของเลียนแบบเครื่องหมายการค้า ของละเมิดลิขสิทธ์และทรัพย์สินทางปัญญา ธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ปลอม และสัตว์ป่าสงวน
  • ของต้องกำกัด คือ ของบางชนิดที่กฎหมายควบคุมการนำเข้ามา และการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งการนำเข้าและการส่งออกของต้องกำกัด ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากส่วนราชการ

ที่เกี่ยวข้อง และจะต้องนำมาแสดงในการผ่านพิธีการศุลกากรด้วย เช่นพระพุทธรูป ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ อาวุธปืน กระสุน พืช และส่วนต่างๆของพืชสัตว์มีชีวิต และซากสัตว์ อาหาร ยาเครื่องมือวิทยุสื่อสาร ฯ

เช็คระเบียบศุลกากรขาเข้า! ที่ขาช็อปต้องระวังหลังหิ้วของกลับจากเที่ยวเมืองนอก

การสำแดงเงินตราขาเข้า

สามารถนำเงินไทย (บาท) เข้ามาได้โดยไม่จำกัดมูลค่า แต่หากเป็นสกุลเงินตราต่างประเทศซึ่งรวมทั้งเหรียญและธนบัตร จะต้องไม่เกินกว่า 20,000 เหรียญสหรัฐ หากเกินจะต้องแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร หากหลีกเลี่ยงจะโดนลงโทษทางอาญา

ส่วนใครที่ช็อปปิ้งมาเต็มกระเป๋า คิดจะเนียน เดินออกช่องเขียวหรือช่องไม่ต้องสำแดง อาจจะโดนเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์ ซึ่งหากตรวจพบก็จะต้องถูกลงโทษดังนี้

1. ปรับ 4 เท่าของมูลค่าของ บวกค่าภาษีและอากร

2. จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. สิ่งของที่หลีกเลี่ยงเสียภาษีต้องถูกริบเป็นของแผ่นดิน

เช็คระเบียบศุลกากรขาเข้า! ที่ขาช็อปต้องระวังหลังหิ้วของกลับจากเที่ยวเมืองนอก

เมื่อทราบแบบนี้แล้วก่อนจะซื้อของจากต่างประเทศ ก็ควรจะต้องศึกษาข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียด เพราะหากโดนสุ่มตรวจจับได้แล้ว อาจจะต้องเสียทั้งเงินและเสียเวลา รวมถึงอาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายด้วย และสำหรับใครที่ต้องการศึกษาข้อกำหนดต่างๆ อย่างละเอียด ก็สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของกรมศุลกากรโดยตรงได้ที่นี่

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : airasiagotravelreview